ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่ใช่เว็บของทางราชการและไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด

สาระรัฐข่าวหน่วยงานรัฐ รวมไว้ที่เดียวข่าวทั้งหมด
ย้อนกลับ

กรมประชาสัมพันธ์ข่าวภาครัฐ

รองโฆษกรัฐบาลเคลียร์ปมรถ EV 16 ล้าน ! กรมการข้าวยันยังไม่ใช่ราคาจัดซื้อ ย้ำโครงการยังอยู่ขั้นศึกษา ต้องผ่านกลั่นกรองทุกระดับ ชี้งบทุกบาทต้องคุ้มค่าและตอบโจทย์ชาวนา

· อัปเดต 14:14 น.

วันนี้ (16 ตุลาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงข้อกังวลโครงการเครื่องจักรกลเกษตรพลังงานสะอาด หลังกรมการข้าวยืนยันตัวเลข 16 ล้านบาทต่อคัน ไม่ใช่ราคาจัดซื้อที่กำหนดแล้ว คาดเกิดความคลาดเคลื่อนจากการนำกรอบวงเงินโครงการมาเชื่อมโยงกับจำนวนจุดนำร่อง ย้ำยังไม่มีข้อสรุปทั้งรูปแบบโครงการ จำนวนเครื่องจักร และราคาจัดซื้อ ทุกขั้นตอนต้องผ่านการตรวจสอบตามกฎหมาย มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวคิดการจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรพลังงานไฟฟ้า (EV) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะประเด็นรถเกี่ยวข้าวหรือรถแทรกเตอร์ไฟฟ้าราคาคันละ 16 ล้านบาท ว่า รัฐบาลรับทราบข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับความเหมาะสมของราคาและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องชี้แจงอย่างชัดเจนและโปร่งใส

ทั้งนี้ จากการชี้แจงของนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ยืนยันว่า ตัวเลข 16 ล้านบาทต่อคัน ไม่ใช่ราคาจัดซื้อที่กรมการข้าวกำหนดหรือได้รับอนุมัติแล้ว เนื่องจากโครงการยังอยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณารายละเอียด ทั้งประเภทเครื่องจักร จำนวนจุดนำร่อง รูปแบบการดำเนินงาน ตลอดจนกรอบวงเงินที่เหมาะสม โดยยังไม่มีการสรุปโครงการฉบับสมบูรณ์

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับตัวเลขดังกล่าวอาจเกิดจากการนำกรอบวงเงินที่มีการหารือเบื้องต้นระดับ 8,000–10,000 ล้านบาท มาเชื่อมโยงกับแนวคิดการดำเนินงานในพื้นที่นำร่องประมาณ 400–500 จุด จนเกิดการตีความว่าเป็นราคาจัดซื้อรถต่อคัน ทั้งที่ขอบเขตโครงการยังอยู่ระหว่างพิจารณา และมีแนวคิดครอบคลุมเครื่องจักรกลการเกษตรและระบบพลังงานสะอาดหลายประเภท ไม่ใช่การกำหนดวงเงินทั้งหมดเพื่อจัดซื้อรถประเภทเดียว

“ต้องแยกให้ชัดระหว่าง ‘วงเงินโครงการ’ กับ ‘ราคาจัดซื้อรถหนึ่งคัน’ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน การนำวงเงิน 8,000 ล้านบาทมาหารด้วยจำนวน 500 แล้วสรุปว่าเป็นราคาจัดซื้อรถคันละ 16 ล้านบาท ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นข้อสรุปราคาจัดซื้อจริง เนื่องจากรายละเอียดและขอบเขตการดำเนินงานของโครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณา” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทางส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในภาคการเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตของชาวนาในระยะยาว โดยโครงการดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการจัดหารถเกี่ยวข้าวหรือรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า แต่เป็นแนวทางศึกษาเพื่อนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในภาคเกษตรอย่างเหมาะสม ทั้งเครื่องจักรกลไฟฟ้า เครื่องอบลดความชื้น ระบบสูบน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และรูปแบบการผลิตของตนเอง

โดยเฉพาะการลดต้นทุนพลังงานและการจัดการความชื้นของข้าว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อรายได้ชาวนาโดยตรง เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับต้นทุนค่าจ้างเครื่องจักรและค่าน้ำมัน ขณะที่บางพื้นที่ยังขาดแคลนเครื่องอบลดความชื้น ทำให้ต้องนำข้าวไปตากตามพื้นที่ต่าง ๆ หรือจำหน่ายผลผลิตที่มีความชื้นสูงและถูกหักราคา การพัฒนาเครื่องจักรและระบบสนับสนุนที่เหมาะสมจึงเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และช่วยรักษารายได้ของเกษตรกร

“รัฐบาลเห็นว่าการนำนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตรต้องพิจารณาให้รอบด้าน ทั้งช่วยลดต้นทุนได้จริงหรือไม่ เหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่ มีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอย่างไร และประชาชนจะได้รับประโยชน์คุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปเพียงใด ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่หรือเป็นพลังงานสะอาดเท่านั้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ เครื่องจักรกลที่อยู่ระหว่างการพิจารณายังมีเป้าหมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เกษตรกรเผชิญอยู่จริง โดยเฉพาะการขาดแคลนเครื่องอบลดความชื้นข้าวในหลายพื้นที่ ซึ่งทำให้เกษตรกรบางส่วนจำเป็นต้องขายข้าวที่มีความชื้นสูงและถูกหักราคาจากโรงสี หากสามารถเพิ่มการเข้าถึงเครื่องอบลดความชื้นที่เหมาะสมได้ จะช่วยลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว เพิ่มทางเลือกในการจำหน่าย และช่วยให้เกษตรกรรักษารายได้จากผลผลิตได้ดีขึ้น

สำหรับข้อกังวลเรื่องราคาจัดซื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตามคำชี้แจงของกรมการข้าว โครงการจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายระดับ ตั้งแต่กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปจนถึงขั้นตอนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาราคาที่เหมาะสม คุณลักษณะเฉพาะของเครื่องจักร ประสิทธิภาพการใช้งาน และความคุ้มค่าของงบประมาณอย่างรอบด้าน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อทักท้วงของทุกฝ่าย โดยเฉพาะเสียงสะท้อนจากเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ พร้อมเน้นย้ำว่าการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรต้องดำเนินควบคู่กับความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

“หัวใจของโครงการคือการทำให้ชาวนาไทยมีต้นทุนต่ำลง มีรายได้เพิ่มขึ้น และเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทำกินได้ดีขึ้น เพราะสิ่งที่รัฐบาลต้องการลงทุน ไม่ใช่เพียงเครื่องจักร แต่คืออนาคตของเกษตรกรไทย และทุกบาทของงบประมาณต้องพิสูจน์ได้ว่าประชาชนได้รับประโยชน์จริง” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

อ่านที่ต้นฉบับ