รัฐบาลไทยด้านความมั่นคง
นายกฯ อนุทิน เปิดหลักสูตร วปอ. 69 ย้ำ โอกาสประเทศไทยด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง เพื่อความมั่นคงอย่างมีเสถียรภาพของประเทศ พร้อมหนุน “ทีมไทยแลนด์” ยกระดับประเทศไทยครอบคลุมทุกมิติ
· อัปเดต 05:13 น.
นายกฯ อนุทิน เปิดหลักสูตร วปอ. 69 ย้ำ โอกาสประเทศไทยด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง เพื่อความมั่นคงอย่างมีเสถียรภาพของประเทศ พร้อมหนุน “ทีมไทยแลนด์” ยกระดับประเทศไทยครอบคลุมทุกมิติ
วันนี้ (5 พ.ย. 69) เวลา 08.30 น. ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดการศึกษาและกล่าวเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 ภายใต้แนวคิด “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พลเอก สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พลโท อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 เข้าร่วม
นายอนุทิน กล่าวว่า บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งในอดีตเมื่อพูดถึงความมั่นคง เรามักนึกถึงเรื่องการทหาร แต่ปัจจุบันครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม อาหาร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และล่าสุดคือพลังงาน ทุกประเด็นล้วนมีความสำคัญและส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือเพลี่ยงพล้ำในทุกมิติ โดยต้องมีจุดยืนที่เหมาะสม ได้รับเกียรติ ความเชื่อมั่น และความสำคัญบนเวทีโลก ขณะนี้ทั้งข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และฝ่ายความมั่นคง ต่างร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงทุกมิติอย่างมุ่งมั่น เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงในระดับที่วางใจได้
“สำหรับนักศึกษา วปอ. รุ่นนี้ มีบุคลากรจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ทั้งด้านเศรษฐกิจจากธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และภาคเอกชน ด้านสังคมจากเครือข่ายประชาสังคมและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้านพลังงานจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงด้านอาหารที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมศึกษา ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งความมั่นคงทางอาหารมีความสำคัญอย่างยิ่ง พร้อมสะท้อนมุมมองโอกาสของประเทศไทย เพราะไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก และสามารถนำจุดแข็งนี้ไปสร้างความเชื่อมั่นกับนานาประเทศได้ และประเทศไทยมีนโยบายชัดเจนที่จะเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร และทำให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของไทย เพราะแม้พลังงานอย่างน้ำมันจะมีความสำคัญ แต่ไม่สามารถนำมาดื่มกินได้ หากไม่มีอาหารก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้น ไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิต การแปรรูป และการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งข้าว ผลไม้ พืชผัก และเนื้อสัตว์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพครบถ้วน”
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยมองเห็นโอกาสข้างหน้าได้ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันปัจจัยสนับสนุนด้านอื่นก็มีความพร้อม โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ยังคงจัดอันดับประเทศไทยในระดับ 3D พลัส และปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือจาก Negative Outlook เป็น Positive Outlook ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจ เสถียรภาพการบริหารประเทศ ศักยภาพการเพิ่มผลผลิต ความสงบของสังคม และเสถียรภาพรัฐบาล อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีเงินลงทุนไหลเข้าประเทศ นักลงทุนมองเห็นความพร้อมของไทยและนำเงินลงทุน รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา ซึ่งถือเป็นอีกบริบทหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จนทำให้นักลงทุนรายใหญ่ไม่ได้เข้ามาเพราะค่าแรงถูกอีกต่อไป แต่เห็นถึงศักยภาพด้านการกระจายสินค้า โครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง ความน่าเชื่อถือ และเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและพลังงาน นักลงทุนสามารถนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ในประเทศไทยได้ โดยมีความมั่นใจในระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง และระบบขนส่งสินค้าทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ซึ่งเชื่อมโยงทั้งระดับประเทศและภูมิภาค ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติ ไม่ใช่เพียงศูนย์กลางในอาเซียนเท่านั้น
“ขณะที่ในด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้พลังงาน โดยต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและหันมาใช้พลังงานจากธรรมชาติให้มากขึ้น ส่วนด้านเทคโนโลยี นักลงทุนที่เข้ามาจะพิจารณาด้วยว่าคนไทยมีระดับการศึกษาที่สามารถพัฒนาทักษะเพิ่มเติมได้หรือไม่ เพราะจะทำให้การจ้างงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้แรงงาน แต่เป็นการใช้ความรู้ สมอง และประสบการณ์ ซึ่งจะสร้างงานให้กับคนในประเทศด้วย”
นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้ายว่า การรักษาความมั่นคงของชาติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง โดยต้องร่วมกันต่อยอดจากพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่ และคำที่ต้องอยู่คู่กับความมั่นคงคือ “เสถียรภาพ” เพราะหากมีความแข็งแกร่งแต่ผู้กำกับดูแลไม่มีเสถียรภาพ ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดยสำหรับเสถียรภาพฝ่ายบริหาร รัฐบาลต้องบริหารทั้งประเทศและการเมืองให้ดี มีเพียงคำว่าทีม ทุกคนต้องเป็นทีมเดียวกัน เป็นรัฐบาลของประชาชนและประเทศชาติ มีเป้าหมายสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับชาติ แต่ละกระทรวงต้องสนับสนุนภารกิจของกันและกัน เพื่อให้นโยบายรัฐบาลขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยข้าราชการประจำ ทุกคนคือทีมไทยแลนด์ การทำงานต้องราบรื่นและร่วมมือกันอย่างมีเสถียรภาพ เพราะทุกคนต่างทำงานเพื่อบ้านเมือง เป็นหนึ่งเดียวกัน และขอฝากนักศึกษา วปอ. ให้ทุกคนใช้เวลาในหลักสูตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างความสัมพันธ์และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน และนำสิ่งที่ได้รับกลับไปสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ