ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่ใช่เว็บของทางราชการและไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด

สาระรัฐข่าวหน่วยงานรัฐ รวมไว้ที่เดียวข่าวทั้งหมด
ย้อนกลับ

รัฐบาลไทยข่าวคณะโฆษก

รัฐบาล ชู “บ้านสีเขียว” ลดภาระค่าครองชีพระยะยาว พม. ผนึก UNEP–กฟผ. นำร่องนครสวรรค์ 341 หน่วย ปั้นต้นแบบบ้านประหยัดพลังงาน ขยายผลทั่วประเทศ

· อัปเดต 11:45 น.

รัฐบาลเดินหน้าผลักดัน “บ้านสีเขียว” ให้เป็นที่อยู่อาศัยที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง พม. ผนึก UNEP–กฟผ.–มจธ.–สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นำนวัตกรรมพลังงานสะอาดพัฒนาอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย นำร่องนครสวรรค์ 341 หน่วย ติดตั้งโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟส่วนกลาง พร้อมต่อยอดมาตรฐานบ้านประหยัดพลังงานและฉลากเบอร์ 5 มุ่งลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างต้นแบบที่อยู่อาศัยสีเขียวทั่วประเทศ

วันนี้ (18 ต.ค. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านนโยบายที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้การนำของนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือกับหน่วยงานภาคี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดนครสวรรค์ 2 เพื่อขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย” มุ่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานสะอาดมาพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว และเพิ่มโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เข้าถึงบ้านที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยและพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิต การพัฒนาบ้านประหยัดพลังงานจึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน เพราะบ้านที่ดีไม่ควรมีเพียงราคาที่เข้าถึงได้ แต่ต้องช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีโอกาสลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวด้วย

“บ้านสีเขียวต้องไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ควรเป็นทางเลือกเฉพาะของคนที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น รัฐบาลต้องการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการลดภาระค่าครองชีพไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่รวมถึงการลดต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายในทุก ๆ เดือนด้วย บ้านประหยัดพลังงานจึงเป็นอีกแนวทางที่สามารถช่วยทั้งเรื่องเศรษฐกิจครัวเรือน คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับโครงการดังกล่าว มีการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) โดยได้รับเงินให้เปล่าจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ผ่าน UNEP จำนวน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 102.86 ล้านบาท ภายใต้กรอบมูลค่าโครงการรวมประมาณ 1,050 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินสนับสนุนและเงินสมทบจากภาคีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เห็นชอบร่างบันทึกความตกลงโครงการฯ และอนุมัติให้การเคหะแห่งชาติลงนามร่วมกับ UNEP และมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

สำหรับพื้นที่ต้นแบบที่นำเสนอในการขับเคลื่อนความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดนครสวรรค์ 2 ตำบลวัดไทร อำเภอเมืองนครสวรรค์ ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยสูง 4 ชั้น จำนวน 7 อาคาร รวม 341 หน่วย ขนาดห้องพักประมาณ 28 ตารางเมตร โดยมีแนวทางติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร หรือโซลาร์เซลล์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้ระบบแสงสว่างพื้นที่ส่วนกลาง ระบบปั๊มน้ำ และระบบบำบัดน้ำเสีย ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักและลดต้นทุนพลังงานส่วนกลางในระยะยาว พร้อมเป็นต้นแบบการนำพลังงานสะอาดมาใช้กับอาคารที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ ในภาพรวมการเคหะแห่งชาติมีแผนนำร่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและวัสดุประหยัดพลังงานในโครงการอาคารเช่ารวม 7 โครงการ จำนวน 1,373 หน่วย โดยครอบคลุมแนวทางการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การใช้วัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดความร้อนเข้าสู่อาคาร และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อศึกษาและประเมินผลก่อนนำองค์ความรู้ไปต่อยอดกับโครงการที่อยู่อาศัยอื่น ๆ ในอนาคต

นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายพัฒนามาตรฐานบ้านประหยัดพลังงานสำหรับบ้านแนวราบ ส่งเสริมมาตรฐานและฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รวมถึงศึกษากลไกทางการเงินและสินเชื่อที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงบ้านประหยัดพลังงาน ตลอดจนพัฒนาบุคลากรด้านการออกแบบและก่อสร้างอาคารสีเขียว เพื่อสร้างความพร้อมให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ได้จริง

ในด้านสิ่งแวดล้อม ตามเอกสารประเมินโครงการของ GEF มีการคาดการณ์ผลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงสะสมประมาณ 163,516 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในช่วงปี พ.ศ. 2564–2588 ซึ่งเป็นผลที่คาดว่าจะเกิดจากมาตรการและการขยายผลของโครงการในภาพรวมระยะยาว ไม่ใช่ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่นครสวรรค์ 341 หน่วยเพียงแห่งเดียว ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมุ่งผลักดันให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานเป็นนโยบายที่สร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้จริง ทั้งในด้านการลดต้นทุนพลังงาน การยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัย และการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือกับหน่วยงานระดับนานาชาติและภาคีในประเทศครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาต้นแบบที่สามารถขยายผลได้ในวงกว้าง

“รัฐบาลต้องการเห็นบ้านประหยัดพลังงานเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยทางเลือก แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เพราะการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีภาระค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีได้อย่างมั่นคง การลงทุนในบ้านสีเขียววันนี้ จึงเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้าย

อ่านที่ต้นฉบับ