รัฐบาลไทยข่าวคณะโฆษก
“ย้ำประวัติศาสตร์ไม่หายจากหลักสูตร” รัฐบาลดันทุนวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลิกห้องเรียนเป็นโอกาสสร้างอาชีพ พร้อมผลักดันนักเรียนเข้าพิพิธภัณฑ์ฟรี!
· อัปเดต 02:58 น.
ศธ.–วธ. ผนึกกำลังนำมรดกวัฒนธรรมไทยต่อยอดสู่การศึกษาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มุ่งสร้างทักษะอาชีพ เพิ่มรายได้ชุมชน โดยไม่เพิ่มภาระครูและนักเรียน พร้อมจับตา “ชุดไทยพระราชนิยม” ลุ้นขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมยูเนสโก ธันวาคมนี้
วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันการนำทุนทางวัฒนธรรมของไทยมาเป็นพลังขับเคลื่อนการศึกษาและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำโดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นำโดย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ผ้าไทย ศิลปหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าสู่ระบบการศึกษา มุ่งเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทักษะอาชีพ สร้างโอกาสการมีงานทำ และเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน
“รัฐบาลต้องการให้วัฒนธรรมไทยเป็นมากกว่ามรดกที่ต้องอนุรักษ์ แต่เป็นทุนทางปัญญาที่สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างอนาคตให้คนรุ่นใหม่ได้จริง โดยเริ่มต้นจากระบบการศึกษา” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีประเด็นสำคัญที่ต้องการสร้างความมั่นใจแก่ผู้ปกครองและนักเรียนว่า วิชาประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ในหลักสูตรการศึกษาไทย โดยมุ่งพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้ทันสมัย ส่งเสริมการเรียนรู้จากหลักฐานและสถานที่จริง ภายใต้แนวคิด “พิพิธภัณฑ์คือห้องเรียน” พร้อมเสนอแนวทางให้นักเรียนสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดำเนินการ
สำหรับความร่วมมือระหว่างสองกระทรวง ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ยกระดับผ้าไทยและชุดไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บูรณาการองค์ความรู้เรื่องผ้าไทย ลวดลาย วัสดุ และการออกแบบร่วมสมัยเข้าสู่การเรียนรู้ โดยประยุกต์ใช้หนังสือ Thai Textiles Trend Book ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นบรรณาธิการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด
2. พลิกพิพิธภัณฑ์และโบราณสถานเป็นห้องเรียนมีชีวิต ส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสถานที่จริง พัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ ความเข้าใจรากเหง้า และการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมพิจารณาลดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้
3. ปั้นช่างฝีมือไทย สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เชื่อมโยงสถานศึกษาอาชีวศึกษา ครูช่าง นักออกแบบ และผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนาทักษะการตัดเย็บชุดไทย ศิลปหัตถกรรม การออกแบบ การคำนวณต้นทุน ตลอดจนการตลาดดิจิทัล เพิ่มโอกาสการมีงานทำและยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่ตลาดสากล
4. รักษาภาษาและวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ส่งเสริมการเรียนรู้แบบทวิภาษาและพหุภาษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน เพื่อให้เด็กเข้าถึงการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการอนุรักษ์ภาษา อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน
5. สร้างบุคลากรด้านการซ่อมแซมเครื่องดนตรีไทย ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานการศึกษาและวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาหลักสูตรและทักษะช่างซ่อมเครื่องดนตรีไทย แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง และสืบทอดองค์ความรู้ด้านดนตรีไทยอย่างยั่งยืน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางทั้งหมดจะขับเคลื่อนผ่านหลักสูตร สถานศึกษา และเครือข่ายที่มีอยู่เดิม โดยไม่เพิ่มเวลาเรียนและไม่เพิ่มภาระให้ครูและนักเรียน พร้อมกำหนดพื้นที่นำร่อง กรอบเวลา และผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน โดยทั้งสองกระทรวงเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว และมุ่งวัดผลจากทักษะของผู้เรียน โอกาสการมีงานทำ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และรายได้สุทธิของชุมชน
“รัฐบาลเชื่อว่า การศึกษาที่ดีไม่ใช่เพียงการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับการสอบ แต่ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับอนาคต การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทำให้เด็กเข้าใจรากเหง้าของตนเอง ขณะที่การต่อยอดวัฒนธรรมด้วยความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้ภูมิปัญญาไทยกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ เราต้องการเห็นเด็กไทยภูมิใจในความเป็นไทย พร้อมมีทักษะสร้างอาชีพและแข่งขันได้ในเวทีโลก เพราะวัฒนธรรมไทยไม่ใช่เพียงอดีตที่ต้องรักษา แต่คืออนาคตที่เราสามารถร่วมกันสร้างได้” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย