กรมประชาสัมพันธ์ข่าวภาครัฐ
นายกฯ สานต่อความร่วมมือภาคธุรกิจสหรัฐฯ จากนครนิวยอร์กสู่ทำเนียบรัฐบาล หารือ USABC พร้อม 33 บริษัทชั้นนำ ขยายโอกาสการค้า - การลงทุน ดันไทยสู่ฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
· อัปเดต 05:12 น.
วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) นำโดยนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร USABC พร้อมด้วยผู้แทนบริษัทเอกชนสหรัฐฯ รวม 33 บริษัท เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้แทนภาคเอกชนจาก 7 กลุ่มสาขาธุรกิจเข้าร่วม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค คมนาคม โลจิสติกส์และพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม อุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน และสุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับพัฒนาการของแต่ละอุตสาหกรรม ประเด็นที่ให้ความสำคัญ ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับทุกคนสู่ประเทศไทย โดยระบุว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมาอย่างยาวนาน การหารือในครั้งนี้จึงเป็นอีกโอกาสสำคัญในการกระชับความเป็นหุ้นส่วนและแสวงหาสาขาความร่วมมือใหม่ ๆ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2030 และเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งมุ่งลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่เข้าเกณฑ์ลงได้สูงสุดร้อยละ 50 เพื่ออำนวยความสะดวกการลงทุนในประเทศไทย ควบคู่กับโครงการ Thailand Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้ทันสมัยและขยายโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreements: Direct PPA) ตลอดจนยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ด้านการค้าและการลงทุน รัฐบาลมุ่งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนผ่านการจัดทำความตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยและต่างประเทศเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น โดยการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สามารถบรรลุข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว พร้อมหวังว่าจะมีโอกาสแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเดินหน้าสู่ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ทั้งนี้ ไทยยินดีส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง AI และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงขยายความร่วมมือด้านเกษตรกรรม อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการกระจายสินค้า
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญและยั่งยืนของไทย โดยรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด นำข้อเสนอแนะจากการหารือไปพิจารณาและผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมมอบหมายให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเด็นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยประสานงานผ่าน USABC และ BOI เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
ด้านนาย Sean O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน (USABC) ย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 200 ปีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดย USABC ได้นำคณะผู้แทนจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งผู้ผลิต นักลงทุน และผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เยือนไทยเพื่อกระชับความร่วมมือ โดยภาคเอกชนสหรัฐฯ เห็นถึงประโยชน์จากการหารือกับรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการพบหารือ ณ นครนิวยอร์ก และการประชุม IMF - World Bank Annual Meetings ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย โดยบริษัทบางแห่งมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ USABC ยังสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมนำเสนอแผนการดำเนินธุรกิจ ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ และข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
โอกาสนี้ ผู้แทนแต่ละกลุ่มธุรกิจได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อสนับสนุน ดังนี้ 1. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยืนยันความมุ่งมั่นในการลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลก พร้อมยกระดับโรงงานรองรับทั้งยานยนต์สันดาปและยานยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ปรับปรุงภาษีสรรพสามิต และเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี
2. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ชื่นชมไทยในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและปราบปรามสินค้าปลอม พร้อมสนับสนุนการกำจัดโรคมาลาเรียภายในปี 2573 ผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ป้องกันโรค
3. กลุ่มการขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย โดยเสนอให้เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินขนส่งสินค้า พัฒนาอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ
4. กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ยืนยันความมุ่งมั่นในการลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ครอบคลุมเทคโนโลยี AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ
5. กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรอาหาร โดยเสนอให้ดูแลต้นทุนพลังงาน เสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารสัตว์ ขยายโอกาสทางการค้าผ่าน FTA ตลอดจนส่งเสริมเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง
6. กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน สนับสนุนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยเสนอให้พัฒนาการเชื่อมโยงเที่ยวบินระหว่างประเทศ อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ส่งเสริมเมืองรอง ยกระดับระบบชำระเงินดิจิทัล และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อธุรกิจและการลงทุน
7. กลุ่มสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สนับสนุนการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือด้านการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ขยายการเข้าถึงวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ รองรับสังคมสูงวัย และส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุขไทย
“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับภาคธุรกิจสหรัฐฯ จากการพบหารือระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ตลอดจนการประชุม IMF - World Bank Annual Meetings ที่ผ่านมา สู่การหารือร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ” นายเอกภพ กล่าว