ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่ใช่เว็บของทางราชการและไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด

สาระรัฐข่าวหน่วยงานรัฐ รวมไว้ที่เดียวข่าวทั้งหมด
ย้อนกลับ

กรมประชาสัมพันธ์ข่าวภาครัฐ

ครม. เห็นชอบแผนปราบยาเสพติดลุ่มน้ำโขง ฉบับที่ 13 ผนึก 6 ประเทศ–UNODC สกัดยาเสพติดข้ามชาติ คุมสารตั้งต้นตามแนวชายแดน ตัดวงจรฟอกเงิน–ยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายา พร้อมยกระดับการบำบัดและสร้างอาชีพทางเลือก

· อัปเดต 14:04 น.

วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Sub-regional Action Plan for Drug Control: SAP) ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เพื่อยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและลักลอบลำเลียงยาเสพติด พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นสารตั้งต้นและสารเคมีที่ใช้ผลิตยาเสพติด การติดตามเส้นทางการเงิน การยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายา ตลอดจนการบำบัดรักษาและพัฒนาอาชีพทางเลือก เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยตระหนักว่าปัญหายาเสพติดข้ามชาติไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นตั้งแต่แหล่งผลิต เส้นทางลำเลียง และเครือข่ายทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทยและประเทศในภูมิภาค

สำหรับแผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา จีน สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) โดยประเทศไทยเข้าร่วมความร่วมมือนี้ตั้งแต่ปี 2536 และได้มีการปรับปรุงแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการขยายตัวของยาเสพติดสังเคราะห์ การลักลอบนำเข้าสารตั้งต้น และการใช้เทคโนโลยีในการกระทำความผิด

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 ครอบคลุมการดำเนินงาน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ด้านยาเสพติดและสุขภาพ ยกระดับการป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ติดเมทแอมเฟตามีน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อพัฒนามาตรการป้องกัน การรักษา และการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

2. ด้านความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติดสังเคราะห์ สารตั้งต้น และสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้า การเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิก

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสืบสวนทางการเงิน เพื่อติดตามเส้นทางเงินของเครือข่ายค้ายาเสพติด ตั้งแต่การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน การระบุทรัพย์สิน การอายัดและยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตลอดจนการปราบปรามการใช้ช่องทางออนไลน์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการลักลอบค้ายาเสพติด เพื่อปิดช่องทางการดำเนินงานและตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม

3. ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พัฒนากลไกความร่วมมือด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดียาเสพติดข้ามพรมแดน โดยส่งเสริมการประสานงานระหว่างหน่วยงานกลาง ผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิก เพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. ด้านการพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ที่ถูกกฎหมายให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการปลูกพืชเสพติด โดยสนับสนุนการพัฒนาอาชีพทางเลือก การสร้างตลาดรองรับสินค้า การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ชุมชนและลดปัจจัยที่นำไปสู่การผลิตยาเสพติดในระยะยาว

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า แผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการรับมือภัยคุกคามยาเสพติดรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะสารเคมีที่ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุมระหว่างประเทศ แต่มีความเสี่ยงถูกนำไปใช้ผลิตยาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ (New Psychoactive Substances: NPS) และการค้ายาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างประเทศให้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

ขณะเดียวกัน การดำเนินงานตามแผนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงอธิปไตย เขตอำนาจรัฐ และผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศไทย พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนเพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการ ทั้งด้านการสกัดกั้นยาเสพติดสังเคราะห์ การลดพื้นที่ปลูกพืชเสพติด และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมร่วมให้การรับรองแผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 ผ่านลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีการลงนาม และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) จัดทำหนังสือแจ้งการรับรองแผนไปยัง UNODC เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป

“รัฐบาลมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเป็นระบบ เพราะการปราบปรามภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากยังมีแหล่งผลิตและเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดน การผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศจึงเป็นกลไกสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ตัดเส้นทางลำเลียง ติดตามและยึดทรัพย์สินของเครือข่ายค้ายา ควบคู่กับการบำบัดรักษาและสร้างโอกาสทางอาชีพให้ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดกลับมาสร้างความเสียหายต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมไทย โดยรัฐบาลจะเดินหน้าปกป้องความปลอดภัยของประชาชนและสร้างความมั่นคงให้ประเทศอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดากล่าว

อ่านที่ต้นฉบับ