รัฐบาลไทยข่าวคณะโฆษก
รัฐบาลเดินหน้า “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย” ปั้นเชฟมืออาชีพ จับคู่งาน–ต่อยอดธุรกิจ ดันอาหารไทยสู่ตลาดโลก
· อัปเดต 11:12 น.
รองโฆษกรัฐบาล เผย อว. เปิดเวที Career Matching เชื่อมผู้เข้าร่วมโครงการ “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย” สู่โอกาสทำงานกับร้านอาหาร โรงแรม และผู้ประกอบการ หลังฝึกเข้มข้น 240 ชั่วโมง ครอบคลุมอาหารไทยกว่า 50 เมนู มุ่งสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และต่อยอดภูมิปัญญา
วันนี้ (21 ต.ค. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย” มุ่งพัฒนาทักษะการประกอบอาหารให้ประชาชนสามารถต่อยอดสู่การมีงานทำและสร้างธุรกิจได้จริง พร้อมเพิ่มมูลค่าอาหารไทยซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศ โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมปัจฉิมนิเทศและจับคู่โอกาสทางอาชีพ (Career Matching) ภายใต้แนวคิด “Cooking with L.O.V.E.” ระหว่างวันที่ 16–18 ตุลาคม 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านหลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ
โครงการนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 2,425 คน โดยหลักสูตรประกอบด้วยการเรียนรู้รวม 240 ชั่วโมง แบ่งเป็นภาคทฤษฎีผ่านระบบ E-Learning 90 ชั่วโมง และภาคปฏิบัติ 150 ชั่วโมง ครอบคลุมการประกอบอาหารไทยกว่า 50 เมนู เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในสายอาชีพอาหาร สำหรับกิจกรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ มีผู้ผ่านการอบรมในภาคเหนือเข้ารับประกาศนียบัตรจำนวน 300 คน
กิจกรรม Career Matching เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้ผ่านการอบรมกับตลาดแรงงาน โดยเปิดโอกาสให้พบกับร้านอาหาร โรงแรม ผู้ประกอบการ แหล่งเงินทุน และแพลตฟอร์มการค้า ควบคู่กับการนำเสนอศักยภาพ (Pitching) เพื่อแสดงทักษะและสร้างโอกาสในการทำงาน ตลอดจนการเสวนา “ปลุกพลังเชฟไทย สู่เวทีมืออาชีพ” และการสาธิตประกอบอาหารโดยเชฟเฟิร์ส เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองในการพัฒนาสู่สายอาชีพเชฟ
ผู้ผ่านการอบรมสามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้ทั้งการสมัครงานในสถานประกอบการ การพัฒนาฝีมือเพื่อเติบโตในสายอาชีพ และการเริ่มต้นธุรกิจอาหารของตนเอง โดยการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจจะช่วยให้เห็นช่องทางนำทักษะไปใช้จริง สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า โครงการนี้ยังมุ่งผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้เชฟสามารถสร้างสรรค์เมนูที่มีเอกลักษณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวและคุณค่าของวัตถุดิบในชุมชน ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารให้มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบอาชีพและผู้ผลิตวัตถุดิบในท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทย
“รัฐบาลมุ่งให้โครงการหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย เป็นกลไกสร้างโอกาสให้ประชาชนเปลี่ยนทักษะเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดสู่การทำธุรกิจ ควบคู่กับการนำภูมิปัญญาและวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันอาหารไทยซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศให้มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว