รัฐบาลไทยด้านความมั่นคง
รัฐบาลผนึกกำลังทุกภาคส่วน บูรณาการเรือและเครื่องผลักดันน้ำรวม 130 ลำ/เครื่อง เร่งวางแผนระบายน้ำลุ่มน้ำบางปะกงสู่อ่าวไทย ย้ำใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบประชาชนทั้งลุ่มน้ำ
· อัปเดต 12:06 น.
รัฐบาลผนึกกำลังทุกภาคส่วน บูรณาการเรือและเครื่องผลักดันน้ำรวม 130 ลำ/เครื่อง เร่งวางแผนระบายน้ำลุ่มน้ำบางปะกงสู่อ่าวไทย ย้ำใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบประชาชนทั้งลุ่มน้ำ
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. ณ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการน้ำและการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในลุ่มน้ำบางปะกง โดยมี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก นรธิป โพยนอก ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้แทนกองทัพเรือ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม พร้อมเชื่อมโยงการประชุมผ่านระบบ VTC กับนายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการทรัพยากรและการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยพิจารณาเส้นทางน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ผ่านคลองท่าด่านและแม่น้ำนครนายก ก่อนบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรีและไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกง ออกสู่อ่าวไทยบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมประเมินปริมาณน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำ และอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน เพื่อกำหนดแนวทางเร่งระบายน้ำอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนตลอดทั้งลุ่มน้ำ
ด้านศักยภาพเครื่องมือ กองทัพเรือมีเรือผลักดันน้ำ 90 ลำ ขีดความสามารถในการผลักดันน้ำรวมประมาณ 9 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่กรมชลประทานมีเครื่องผลักดันน้ำอีก 40 เครื่อง รวมทรัพยากรจากทั้งสองหน่วยงาน 130 ลำ/เครื่อง ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาบริหารจัดการร่วมกันตามความจำเป็นของสถานการณ์ โดยเรือผลักดันน้ำของกองทัพเรือปัจจุบันกระจายปฏิบัติงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ การพิจารณาจัดสรรหรือปรับย้ายเครื่องมือจึงต้องประเมินความเหมาะสมทางเทคนิคและผลกระทบต่อพื้นที่เดิมควบคู่กันไป
ขณะเดียวกัน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเข้าร่วมประชุมผ่านระบบ VTC ได้รายงานสถานการณ์จากการลงพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี พร้อมเสนอให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในลุ่มน้ำบางปะกง
ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยทุกการตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริง หลักวิชาการ และเหตุผลที่รอบด้าน ควบคู่กับหลักมนุษยธรรมและความเป็นธรรมต่อประชาชน พิจารณาทั้งความรุนแรงของสถานการณ์ ความจำเป็นเร่งด่วน และผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง เพื่อให้การช่วยเหลือพื้นที่หนึ่งไม่สร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้อีกพื้นที่หนึ่ง
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันตามความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน โดยให้กรมชลประทานและหน่วยงานด้านน้ำเป็นผู้พิจารณาแนวทางบริหารจัดการน้ำและจุดติดตั้งเครื่องมือที่เหมาะสม ขณะที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพพร้อมสนับสนุนกำลังพล เรือผลักดันน้ำ และยุทโธปกรณ์ตามความจำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
กระทรวงกลาโหมยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจของรัฐบาลและทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการเร่งระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดความสูญเสียและความเดือดร้อนของประชาชนตลอดทั้งลุ่มน้ำให้ได้มากที่สุด
สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม 6 ตุลาคม 2569