รัฐบาลไทยด้านวัฒนธรรมท่องเที่ยวฯ
ท.ท.ช. เดินหน้า BOOST ท่องเที่ยวปลายปี - ปลดล็อกคอขวดสุวรรณภูมิ - เร่งอำนวยความสะดวกวีซ่า เสริมศักยภาพตลาดระยะไกล – ตั้งอนุฯกรรมการเฉพาะกิจ หนุนงานท่องเที่ยวต่อเนื่องไม่กระทบ แยก-รวม กระทรวง
· อัปเดต 13:23 น.
ท.ท.ช. เดินหน้า BOOST ท่องเที่ยวปลายปี - ปลดล็อกคอขวดสุวรรณภูมิ - เร่งอำนวยความสะดวกวีซ่า เสริมศักยภาพตลาดระยะไกล – ตั้งอนุฯกรรมการเฉพาะกิจ หนุนงานท่องเที่ยวต่อเนื่องไม่กระทบ แยก-รวม กระทรวง
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และผู้บริหารภาครัฐ – เอกชน เข้าร่วมการประชุม โดยมีวาระสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย อาทิ การจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 การต่อยอดโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank การส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพ การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง การทบทวนมาตรการด้านวีซ่า ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างกระทรวง
ดันแผนท่องเที่ยวชาติฉบับ 4 ตั้งเป้ารายได้ 4 ล้านล้านบาท ดันแผนท่องเที่ยวชาติฉบับที่ 4 ตั้งเป้ารายได้ 4 ล้านล้านบาท ยกระดับ TTDI สู่ Top 30 โลก ท.ท.ช. เห็นชอบร่างแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) ภายใต้แนวคิด “Driving Thai Tourism Towards Global Excellence” มุ่งเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก โดยกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก” ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมไม่น้อยกว่า 4 ล้านล้านบาท และยกระดับดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (Travel & Tourism Development Index: TTDI) ให้ประเทศไทยอยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก
แผนดังกล่าวกำหนดแนวทางขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่า (Quality & Value) พัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการ สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน 2. มุ่งสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Sustainability) ส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ กระจายรายได้สู่เมืองรอง บริหารจัดการขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว และฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรม 3. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) เดินหน้าการตลาดเชิงรุก นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในธุรกิจท่องเที่ยว ส่งเสริมการลงทุน และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ 4. สร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบท่องเที่ยว (Resilience) ยกระดับระบบความปลอดภัย การเตือนภัยและการรับมือภัยพิบัติ รวมถึงพัฒนากลไกฟื้นฟูอุตสาหกรรมให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดวิกฤต 5. บริหารจัดการด้วยข้อมูลและบูรณาการความร่วมมือ (Data-Driven & Collaboration) เชื่อมโยงฐานข้อมูลสารสนเทศ ใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจ พร้อมประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับนโยบาย พื้นที่ และชุมชน
ต่อยอดโอกาส IMF–World Bank เจาะตลาดกำลังซื้อสูง เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชน ที่ประชุมหารือถึงแนวทางการต่อยอดจากโอกาสที่ประเทศไทยได้รับจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวและเจาะกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ตลอดจนเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวจากพื้นที่จัดประชุมไปยังจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนักและกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าสูง อาทิ Cruise & Yacht Tourism โดยส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะท่าเทียบเรือสำราญและท่าจอดเรือยอร์ช เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและนักเดินทางกลุ่มกำลังซื้อสูง รวมถึงการจัดทำปฏิทินท่องเที่ยวรายจังหวัดตลอดทั้งปี เชื่อมโยงเทศกาล ประเพณี วัฒนธรรม และกิจกรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและทัวร์ผลไม้ เพื่อสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดปี เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน
หนุนมาตรการวีซ่า เม็กซิโก – โคลอมเบีย – อุซเบกิสถาน เสริมโอกาสตลาดท่องเที่ยวระยะไกล ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน หรือ ผ.30 สำหรับนักท่องเที่ยวจากเม็กซิโกและโคลอมเบีย โดย ททท. ระบุว่า เม็กซิโกและโคลอมเบียเป็นตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีศักยภาพสูง โดยในปี 2568 นักท่องเที่ยวจากทั้งสองประเทศเดินทางเข้าไทยรวม 77,445 คน สร้างรายได้ 3,947 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 50,932 บาทต่อคน ททท. จึงเสนอให้เร่งอำนวยความสะดวกในการขอวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) ระหว่างรอผลการพิจารณาทบทวนมาตรการ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและคู่ค้า ตลอดจนลดผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศ นอกจากนี้ ยังรวมถึงตลาดอุสเบกิสถานและเบรารุส ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพสูง ที่ได้พิจารณาเสนอไปก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเร่งประสานและเสนอประเด็นมาตรการด้านวีซ่าที่เกี่ยวข้องต่อกระทรวงการต่างประเทศ และ กระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาดำเนินการและเสนอ ครม. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
ปลดล็อกคอขวดสุวรรณภูมิ เพิ่มประสิทธิภาพ ตม.ขาเข้า ลดเวลารอคอย ยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการท่าอากาศยาน รายงานความสำเร็จตามมาตรการลดระยะเวลารอคอย และลดความหนาแน่นบริเวณผู้โดยสารขาเข้า สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของรองนายกฯ ศุภจีร่วมกับ รมว.ท่องเทียว เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ มีการจัดกำลังพลเต็มทุกช่องตรวจ ปรับปรุงและเพิ่มพื้นที่พักคอยเพื่อรองรับผู้โดยสารขาเข้า และเปิดให้บริการระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ จากเดิม 2 ประเทศ เป็น 33 ประเทศและเขตแดนที่เกี่ยวข้องโดยกลุ่มสัญชาติที่ได้รับสิทธิดังกล่าวครอบคลุมประมาณร้อยละ 57 ของสถิติผู้เดินทางเข้าประเทศในปี 2568 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีแผนในการปรับปรุงพื้นที่และระบบการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความประทับใจตั้งแต่ด่านแรกของการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย
ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจขับเคลื่อนงานท่องเที่ยวต่อเนื่องรองรับช่วงเปลี่ยนผ่าน แยก-รวม กระทรวง รองนายกรัฐมนตรีมีดำริให้จัดตั้ง “คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในระยะเปลี่ยนผ่าน” โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อกำกับทิศทางและประสานการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวให้มีความต่อเนื่องในช่วงการปรับโครงสร้างและแยกภารกิจระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกระทรวงวัฒนธรรม โดยมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างเป็นระบบ ไม่กระทบต่อการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน และโครงการสำคัญด้านการท่องเที่ยว ย้ำ! ไม่ใช่เพียงแค่ “ทำเสร็จ” แต่ต้อง “ทำให้สำเร็จ” ด้วย ทั้งนี้ ร่าง พรบ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กำหนดเข้าสู่การพิจารณาและอภิปรายของสภาฯ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569
ความคืบหน้าการทบทวนประกาศฯ ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว ผลการรับฟังความคิดเห็นตอบรับดี อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดเสนอ ครม. สำหรับแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็นในเบื้องต้นเป็นไปในทิศทางค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม ยังต้องรวบรวมและพิจารณาข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการท่องเที่ยว เพื่อประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ยังไม่มีการอนุมัติให้เริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว
สนองนโยบายอนุทินฯ เร่งประสานขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัย ปราบปรามค้ามนุษย์–สแกมเมอร์ ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดท่องเที่ยว รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี ได้เน้นย้ำถึงการยกระดับและกวดขันมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ การค้ามนุษย์ การหลอกลวงและฉ้อโกง รวมถึงเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติ และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ตลอดจนการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตลาดจีน จึงจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีความปลอดภัย ทั้งนี้ เป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้ความสำคัญและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง
รองนายกรัฐมนตรี ศุภจี ย้ำทิศทางท่องเที่ยวไทยต้อง REBRAND มุ่งตลาดมูลค่าสูง ลดความเปราะบาง สร้างรายได้มั่นคงให้ผู้ประกอบการ รองนายกฯ ศุภจี ได้ชี้ถึงความจำเป็นในการปรับภาพลักษณ์และทิศทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยมุ่งยกระดับจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวไปสู่การเจาะตลาดที่มีมูลค่าสูง สร้างรายได้ที่มีคุณภาพ กระจายผลประโยชน์สู่ผู้ประกอบการและชุมชน ตลอดจนลดความเปราะบางและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยมอบหมาย ททท. ทบทวน Tourism Profile ของประเทศไทยใหม่ กำหนดกลยุทธ์การตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมส่งเสริมวัตถุประสงค์ใหม่ในการเดินทางเข้าสู่ประเทศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของตลาด ลดการพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และให้ความสำคัญกับการติดตามประเมินผลมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจริงและผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการและชุมชน