ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่ใช่เว็บของทางราชการและไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด

สาระรัฐข่าวหน่วยงานรัฐ รวมไว้ที่เดียวข่าวทั้งหมด
ย้อนกลับ

รัฐบาลไทยด้านสังคม

“เปลี่ยนเครื่องแบบ ไม่เปลี่ยนบท” เจาะ 3 คดีจากศูนย์ AOC 1441 ที่ยังคงใช้สูตรเดิม แต่สร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง

· อัปเดต 08:37 น.

ภายในสามวัน ศูนย์ AOC 1441 รวบรวมคดีตัวอย่างไว้ 8 คดี ตัวเลขความเสียหายห่างกันถึง 2,000 เท่า ตั้งแต่ 100 บาทในคดีโอนเงินช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไปจนถึง 200,000 บาทในคดีเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่เมื่อไล่อ่านทีละเรื่อง จะเห็นว่าสิ่งที่ต่างกันมีเพียงเครื่องแบบที่มิจฉาชีพหยิบมาสวม ส่วนบทที่ใช้พูดแทบไม่เปลี่ยน

โดยในบทความนี้ ศูนย์ AOC 1441 จะเลือกมาเล่า 3 คดีที่เส้นเรื่องชัดที่สุด คดีแรกมูลค่า 44,059 บาท ผู้เสียหายชายจากจังหวัดนครศรีธรรมราชถูกติดต่อทาง Line โดยผู้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. ชวนซื้อหุ้นบริษัทศูนย์รับฝากทรัพย์ TSD ประเทศไทย พร้อมบอกว่าหุ้นทั้งหมดเก็บไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ การซื้อขายเปลี่ยนมือจึงปลอดภัยและรวดเร็ว เขาโอนเงินตามเลขบัญชีที่ส่งมาในแชท แล้วถูกทักให้โอนเพิ่มอีก แต่เขาไม่มีเงิน จึงไปขอยืมพี่สาว พี่สาวสงสัยว่าน่าจะถูกหลอก เลยแนะนำให้สอบถามธนาคาร เมื่อติดต่อธนาคารก็ทราบว่าเป็นพฤติการณ์ของแก๊ง Call Center ข้อสังเกตคือ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน ไม่ใช่ผู้มาชวนประชาชนซื้อหุ้น แต่ชื่อที่ฟังดูเป็นหลักประกันความปลอดภัยกลับถูกใช้เป็นเหยื่อล่อเสียเอง

ส่วนคดีที่ 2 มีเส้นเรื่องซับซ้อนกว่า ผู้เสียหายชายจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับโทรศัพท์จากผู้อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS แจ้งว่าหมายเลขของเขาเกี่ยวข้องกับธุรกิจฟอกเงินและค้ายาเสพติด ต้องยกเลิกเบอร์ และให้รายงานตัวกับตำรวจผ่าน Line บัญชีชื่อ “สภ.พิจิตร” จากนั้นมี “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” สอบปากคำผ่านวิดีโอคอล และให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากไม่ทำจะมีโทษร้ายแรง และจะโอนคืนให้ภายหลัง เขากลัวจึงโอนไปยัง 2 บัญชีปลายทาง รวมความเสียหาย 131,049 บาท ต่อมาเขาติดต่อไปสอบถามที่ สภ.เมืองพิจิตรโดยตรง จึงรู้ว่าเป็นแก๊ง Call Center เรื่องนี้เหมือนการส่งไม้ผลัด ค่ายมือถือส่งต่อให้ตำรวจ ตำรวจตามมาด้วยวิดีโอคอล แต่ละทอดทำให้ทอดก่อนหน้าดูน่าเชื่อถือขึ้น และเมื่อทุกทอดอยู่ในช่องทางที่มิจฉาชีพคุมเอง ผู้เสียหายก็แทบไม่ได้ยินเสียงอื่นเลย จนกว่าจะเป็นฝ่ายโทรออกไปเอง

และมาถึงคดีที่ความเสียหายสูงสุดถึง 200,000 บาท ผู้เสียหายหญิงจากจังหวัดหนองคายได้รับโทรศัพท์จากผู้อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ อบต. นาข่า ถามว่าได้รับเงินเยียวยาช่วงโควิดแล้วหรือยัง เมื่อเธอตอบว่ายัง ปลายสายก็ให้ติดต่ออีกหมายเลขหนึ่ง โดยบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เธอติดต่อไปและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line กับบัญชี “ฝ่ายงานทะเบียน” ซึ่งแจ้งว่าเธอจะได้ค่าครองชีพเดือนละ 900 บาท แล้วให้เธอเข้าแอปพลิเคชันธนาคาร กดหน้าจอ และกดตัวเลขเงินตามที่บอก ต่อมาเธอพบว่ามียอดเงินโอนออกจากบัญชี เมื่อโทรกลับเบอร์เดิมก็ไม่มีผู้รับสาย จังหวะที่น่าสังเกตคือการ “ส่งเรื่องต่อ” จากหน่วยงานท้องถิ่นไปอีกหน่วยงาน ซึ่งเหมือนการประสานงานของระบบราชการจริง และคำว่า “รับเงิน” ที่ใช้ล่อ กลับนำไปสู่ขั้นตอนที่เงินไหลออกจากบัญชีตัวเอง

เมื่อวาง 3 คดีเทียบกัน จะเห็นสูตรเดียวกัน คือเริ่มจากสิ่งที่ผู้เสียหายพร้อมจะเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นชื่อหน่วยงาน ความกลัว หรือเงินที่ตนควรได้ แล้วเร่งให้โอนก่อนจะมีเวลาคิด และหายไปเมื่อเงินถึงปลายทาง ในสองคดีแรก ความจริงปรากฏเมื่อมีเสียงจากนอกวงเข้ามา คือพี่สาวกับธนาคาร และสถานีตำรวจตัวจริง แต่เสียงเหล่านั้นมาหลังโอนเงิน ทางป้องกันจึงคือการทำสิ่งเดียวกันให้เร็วขึ้น ก่อนโอน หากมีใครอ้างเป็นเจ้าหน้าที่แล้วให้โอนเงินเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือให้กดโอนเพื่อ “รับเงิน” ให้หยุด วางสาย แล้วโทรกลับหน่วยงานนั้นผ่านเบอร์ที่หาได้เองจากช่องทางทางการ พร้อมทั้งเล่าให้คนใกล้ตัวฟังทุกครั้ง และหากเกิดความเสียหายไปแล้ว กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แนะนำให้รีบแจ้งศูนย์ AOC 1441 ทันที เช่นเดียวกับผู้เสียหายที่สามารถหยุดยั้งความเสียหายไว้ได้ทัน ก่อนที่จะสายเกินไป

----------------------------------------------------------------------

อ่านที่ต้นฉบับ