ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่ใช่เว็บของทางราชการและไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด

สาระรัฐข่าวหน่วยงานรัฐ รวมไว้ที่เดียวข่าวทั้งหมด
ย้อนกลับ

รัฐบาลไทยด้านเศรษฐกิจ

“สนข.” จับมือ “หัวเว่ย” ขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ต่อยอดการพัฒนาระบบคมนาคมดิจิทัลของประเทศไทย

· อัปเดต 16:16 น.

1 / 11

...

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ระหว่างสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม โดยมี นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคุณเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ยฯ ให้เกียรติเข้าร่วมพิธี และมีคุณรอย หลี่ รองประธานฝ่ายธุรกิจองค์กรด้านการขนส่ง บริษัท หัวเว่ยฯ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สนข. เป็นผู้ลงนามบันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้กับระบบคมนาคมขนส่งของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น โดยมีความร่วมมือหลัก 4 ด้าน ที่บรรจุอยู่ในบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 2) การเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการการขนส่ง เพื่อควบคุมและบริหารจัดการระบบการเดินทางและการขนส่งในทุกมิติ 3) เทคโนโลยีท่าเรืออัจฉริยะและโลจิสติกส์ทันสมัย และ 4) เมืองอัจฉริยะเชื่อมโยงการขนส่งสำหรับการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ โดยกระทรวงคมนาคมต้องการให้มีการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม โดยให้เร่งศึกษาและพัฒนาระบบติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ เพื่อช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อถนน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอื่น ๆ และนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาช่วยให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ แจ้งเตือนล่วงหน้า และวางแผนรับมือได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ และที่สำคัญคือ ลดผลกระทบต่อการเดินทางและความปลอดภัยของประชาชน แนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการการขนส่ง หรือ Transport Operation Control Center (TOCC) นั้น จะต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและระบบต่าง ๆ ของหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) ที่ต้องพิจารณาท่าเรือที่มีศักยภาพเพื่อใช้เป็นพื้นที่นำร่องในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น การติดตามสถานะสินค้าและการขนส่งแบบออนไลน์ การควบคุมการเข้า - ออกโดยอัตโนมัติ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือและโลจิสติกส์ เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดระยะเวลารอคอย เพิ่มความโปร่งใส และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค รวมไปถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคมนาคม เชื่อมโยงการเดินทางทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศเข้าด้วยกัน มีแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และสนับสนุนการบริหารจัดการระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายจิรโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท หัวเว่ยฯ เป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในหลากหลายสาขา ซึ่งที่ผ่านมาได้มีโครงการการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำเร็จแล้วในหลายประเทศ ซึ่งในภาคคมนาคมนั้นมีข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงข่ายด้านคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ตลอดจนข้อมูลการใช้งานโครงข่าย เช่น ปริมาณการจราจร ข้อมูลสภาพการจราจร ตลอดจนประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานภาคคมนาคม เช่น ข้อมูลการเดินทาง และความตรงต่อเวลาของระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะต้องใช้กระบวนการการวิเคราะห์เชิงลึกที่มีประสิทธิภาพ และให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่าย ซึ่งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของหัวเว่ยจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบคมนาคมดิจิทัลของประเทศไทย และช่วยสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยไปพร้อมกัน

นายพิพัฒน์ กล่าวตอนท้ายว่า สำหรับความร่วมมือที่จะดำเนินการร่วมกันนี้ อาจเริ่มจากโครงการนำร่องที่มีความจำเป็นและมีความพร้อมก่อน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถประเมินประโยชน์และบทเรียนที่ได้รับ แล้วจึงขยายผลไปยังหน่วยงานหรือพื้นที่อื่นตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การดำเนินงานต้องคำนึงถึงความโปร่งใส ความคุ้มค่าของงบประมาณ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูล และมาตรฐานที่สามารถเชื่อมโยงระบบระหว่างหน่วยงานได้ในระยะยาวด้วย และที่สำคัญคือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างบริษัทฯ กับบุคลากรของกระทรวงคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ดูแลระบบ และพัฒนาต่อยอดได้ในระยะยาว เพราะเทคโนโลยีที่ดีจะสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีบุคลากรที่พร้อมนำเทคโนโลยีนั้นมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านที่ต้นฉบับ