รัฐบาลไทยด้านความมั่นคง
กระทรวงมหาดไทย "Kick off" ระดมสมองภาคีเครือข่าย 14 จังหวัดภาคใต้ จัดทำแผนฯ 10 ปี มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต หนุนระเบียงเศรษฐกิจ พัฒนาเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก
· อัปเดต 08:50 น.
กระทรวงมหาดไทย "Kick off" ระดมสมองภาคีเครือข่าย 14 จังหวัดภาคใต้ จัดทำแผนฯ 10 ปี มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต หนุนระเบียงเศรษฐกิจ พัฒนาเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก
วันนี้ (20 ต.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ น.ส.อโรชา นันทมนตรี รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดับพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทําแผนปฏิบัติราชการ กระทรวงมหาดไทย ระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2571 - 2580) แผนปฏิบัติราชการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2571 - 2575) โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานจังหวัด ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด ข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายจาก 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงคณะที่ปรึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวม 100 คน เข้าร่วม
น.ส.อโรชา กล่าวว่า การจัดทำแผนปฏิบัติราชการกระทรวงมหาดไทย ระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2571 - 2580) ยึดหลักการจัดทําแผนปฏิบัติราชการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งได้กําหนดให้ส่วนราชการจัดทําแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนนโยบายของคณะรัฐมนตรี และแผนอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีหลักการสำคัญ คือ "การมองอนาคตร่วมกัน บูรณาการการทำงานในทุกระดับและทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและสามารถวัดผลได้จริง"
"กระทรวงมหาดไทย มีโครงสร้างการบริหารครอบคลุมทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น จึงต้องอาศัย "หลักการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ" ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบร้อย สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมุ่งเน้นการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ระดับผู้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน" น.ส.อโรชา กล่าว
น.ส.อโรชา กล่าวเน้นย้ำว่า ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้นั้น ผังนโยบายระดับประเทศ (พ.ศ. 2569 - 2580) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ คือ "ประเทศน่าอยู่สำหรับทุกคน เชื่อมโยงภูมิภาค ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และพร้อมรับการเติบโตอย่างยั่งยืน" โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การผลักดันระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการเวลเนสอันดามัน (AWC) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล เพื่อปักหมุดให้พื้นที่อันดามันเป็นมหาอำนาจของโลกด้านสุขภาพ ผ่านการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Service Hub) ศูนย์กลางบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Hub) ศูนย์กลางวิชาการ (Academic Hub) และศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ (Product Hub)
นอกจากนี้ กรอบการพัฒนาภาคใต้ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ (Smart City) พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างสองคาบสมุทร ส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลสู่ตลาดโลก และจัดให้มีการป้องกันรวมถึงระบบเตือนภัยพิบัติจากธรรมชาติทุกประเภท เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำระดับโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจสองคาบสมุทรและเป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
"การขับเคลื่อนแผนงานและนโยบายทั้งหมดให้ประสบความสำเร็จและเกิดความมั่นคงได้นั้น จึงต้องอาศัยเวลาและความมุ่งมั่น ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่คุณคริสตาลินา กอร์เกียวา” (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF ได้อัญเชิญมากล่าวในงานประชุมธนาคารโลกที่ประเทศไทย ความว่า "ประโยชน์และผลดีต่าง ๆ มิได้เกิดขึ้นได้เอง หากแต่ต้องค่อย ๆ บ่มเพาะ สั่งสม และเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลา ดังนั้น ความร่วมมือร่วมใจและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการและนโยบายต่าง ๆ ให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป" น.ส.อโรชา กล่าวในช่วงท้าย