ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่ใช่เว็บของทางราชการและไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด

สาระรัฐข่าวหน่วยงานรัฐ รวมไว้ที่เดียวข่าวทั้งหมด
ย้อนกลับ

รัฐบาลไทยข่าวคณะโฆษก

“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องไม่ถูกขังไว้หลังประตูศูนย์ดูแล” รองโฆษกรัฐบาลย้ำ พม. เร่งคุ้มครอง 104 ชีวิต เดินหน้า 3 มาตรการช่วยเหลือ สั่งตรวจเข้มทั่วประเทศ ไม่ปล่อยความไม่เป็นธรรมถูกมองข้าม

· อัปเดต 23:48 น.

รองโฆษกรัฐบาลเผย กระทรวง พม. เร่งเข้าถึงและคุ้มครองผู้รับบริการ 104 รายในศูนย์ดูแลจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมประสานทีมแพทย์ประเมินสุขภาพกาย–ใจ วาง 3 แนวทางช่วยเหลือรายบุคคล ทั้งจัดหาสถานรองรับ ส่งกลับครอบครัวอย่างปลอดภัย และติดตามดูแลข้ามจังหวัด

วันนี้ (8 ต.ค. 69) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงภายในศูนย์ดูแลแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการนำบุคคลเข้าสู่สถานดูแลโดยอาจไม่เป็นไปตามความสมัครใจ รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการเรียกร้องสิทธิหรือขอความช่วยเหลือด้วยตนเอง

ทั้งนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้สั่งการเร่งด่วนให้ทีม พม.จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบมาตรฐานศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและคนพิการอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเน้นทั้งความปลอดภัย สภาพความเป็นอยู่ และการเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้รับบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิหรือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมภายในสถานดูแล

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ใช้บริการในศูนย์ดูแลจังหวัดกาญจนบุรี พบว่ามีผู้รับบริการรวม 104 ราย โดยทีม พม.จังหวัดกาญจนบุรีได้เข้าดำเนินการคัดกรองและช่วยเหลือคุ้มครองตามภารกิจแล้ว แบ่งเป็นผู้สูงอายุ 25 ราย ซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดกาญจนบุรี 2 ราย และต่างจังหวัด 23 ราย ขณะที่ผู้รับบริการอีก 79 ราย ซึ่งไม่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ อยู่ระหว่างกระบวนการประเมินสุขภาพจิตเพื่อกำหนดแนวทางดูแลที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้ประสานกรมสุขภาพจิต เพื่อจัดทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินสภาพร่างกายและจิตใจของผู้รับบริการอย่างละเอียด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปตามความจำเป็นของแต่ละบุคคล และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

“หัวใจสำคัญของการดำเนินการครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเข้าไปตรวจสอบศูนย์ดูแล แต่ต้องทำให้มั่นใจว่าทุกชีวิตได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม เพราะการช่วยเหลือที่แท้จริงต้องเข้าถึงตัวบุคคล ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงการรับเรื่องร้องเรียน” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือ กระทรวง พม. ได้กำหนด 3 มาตรการเร่งด่วน เพื่อให้ผู้รับบริการทุกกลุ่มได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ได้แก่ 1. ไม่มีครอบครัวดูแล ต้องมีสถานที่ปลอดภัยรองรับ กรณีผู้รับบริการไม่มีญาติหรือครอบครัวที่สามารถรับกลับไปดูแลได้ กระทรวง พม. จะประสานจัดหาสถานรองรับที่เหมาะสมเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ได้รับการอุปการะและคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในภาวะเสี่ยง 2. กลับบ้านได้ ต้องกลับอย่างปลอดภัย กรณีผู้รับบริการสามารถกลับไปพักอาศัยกับครอบครัวได้ จะประสานครอบครัวและติดตามผลการช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความปลอดภัย และความต้องการของผู้รับบริการ เพื่อให้การกลับคืนสู่ครอบครัวเป็นไปอย่างมีคุณภาพ 3. อยู่ต่างจังหวัด ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง กรณีผู้รับบริการมีภูมิลำเนาหรือครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด จะประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดช่องว่างในการคุ้มครองเพียงเพราะข้อจำกัดด้านพื้นที่

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความสำคัญของการยกระดับระบบคุ้มครองผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงให้ครอบคลุมมากกว่าการตรวจสอบมาตรฐานสถานประกอบการ แต่ต้องรวมถึงการรับฟังเสียงของผู้รับบริการ การตรวจสอบความสมัครใจในการเข้ารับการดูแล การเข้าถึงความช่วยเหลือ และการป้องกันการละเมิดสิทธิในทุกรูปแบบ

ในระยะต่อไป กระทรวง พม. ยังมีแนวทางยกระดับการดูแลสุขภาพจิตในสถานดูแลผู้สูงอายุและคนพิการในสังกัด พร้อมบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มบุคลากรให้สามารถรองรับความต้องการของสังคมสูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยการตรวจสอบข้อร้องเรียนต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และหากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิหรือฝ่าฝืนกฎหมาย หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสมและจริงจัง

“ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงไม่ใช่คนที่สังคมจะมองข้ามได้ เพียงเพราะเสียงของเขาอาจไม่ดังพอที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยตัวเอง การเข้าสู่ศูนย์ดูแลต้องไม่หมายถึงการสูญเสียสิทธิ เสรีภาพ หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการมีข้อจำกัดด้านสุขภาพต้องไม่กลายเป็นเหตุให้ใครถูกปฏิบัติอย่างไร้ศักดิ์ศรี รัฐบาลต้องทำให้ระบบคุ้มครองเข้าถึงผู้คนได้จริง โดยเฉพาะคนที่เปราะบางที่สุด เพราะความยุติธรรมไม่ควรเป็นสิ่งที่มีเฉพาะคนที่สามารถลุกขึ้นมาเรียกร้องได้เท่านั้น แต่ต้องเข้าถึงคนที่อาจไม่มีแม้แต่โอกาสจะเปล่งเสียงขอความช่วยเหลือ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าวทิ้งท้าย

อ่านที่ต้นฉบับ