ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่ใช่เว็บของทางราชการและไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด

สาระรัฐข่าวหน่วยงานรัฐ รวมไว้ที่เดียวข่าวทั้งหมด
ย้อนกลับ

รัฐบาลไทยด้านความมั่นคง

ปลัดมหาดไทย "อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์" ปาฐกถาพิเศษ "การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ปี 69" ชูความสำเร็จความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ก้าวสู่ปีที่ 12 ยกระดับสินค้าชุมชนสู่สากล สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

· อัปเดต 00:03 น.

ปลัดมหาดไทย "อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์" ปาฐกถาพิเศษ "การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ปี 69" ชูความสำเร็จความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ก้าวสู่ปีที่ 12 ยกระดับสินค้าชุมชนสู่สากล สร้างเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

วันนี้ (7 พ.ย. 69) เวลา 10.45 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษมอบนโยบายและแนวทาง "การขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก" ในพิธีเปิดงานสัมมนาคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ประจำปี 2569 และงานผ้าขาวม้าทอใจ ปี 2569 โดยมี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ดร.นาที รัชกิจประการ ประธานกรรมการ บจก.รู้รักสามัคคีพัทลุง วิสาหกิจเพื่อสังคม ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการและกรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย น.ส.อโรชา นันทมนตรี รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง นายอัธยา นวลอุทัย น.ส.กาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ภาคีเครือข่าย นักเรียน นักศึกษา และผู้ร่วมงาน เข้าร่วม ณ Plenary Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในวาระครบ 11 ปีของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เริ่มต้นจากการร่วมกันก่อตั้ง "บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี" จนพัฒนาต่อยอดมาเป็น "บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด" ในปัจจุบัน รวมถึงการลงนามความร่วมมือใหม่ภายใต้แนวคิด "ด้วยจงรักและภักดี" ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการน้อมนำพระราชปณิธาน และนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ ทั้งในส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ผ่านการกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ

"ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงมหาดไทย มีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ผ่านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ OTOP ใน 5 ประเภท ได้แก่ สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก เครื่องดื่ม อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ผ้าและเครื่องแต่งกาย" ซึ่งเป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในงานมหกรรม OTOP ด้วยการมุ่งเน้นการนำภูมิปัญญาและจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และมีมูลค่าสูงระดับประเทศ เช่น ผ้ายกดอกลำพูน เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนจำนวนมาก" นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวเน้นย้ำว่า สำหรับการส่งเสริมผ้าไทย กระทรวงมหาดไทย ได้รับพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรง "สืบสาน รักษา และต่อยอด" ในการฟื้นฟูและต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทำให้ผ้าไทยมีความทันสมัย ใส่แล้วสนุก จนเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก คือ การสร้างรายได้เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม นอกจากนี้ สินค้าไทยยังได้รับความสนใจจากสถานเอกอัครราชทูตในหลายประเทศที่ต้องการนำไปจัดแสดงเพื่อขยายตลาดสู่ระดับสากล

"กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่อยู่เคียงคู่พี่น้องประชาชนในทุกบริบทของพื้นที่ เพราะสิ่งที่สำคัญของเรา คือ การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ร่วมกับคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างมั่นคงต่อไป" นายอรรษิษฐ์ กล่าวย้ำในช่วงท้าย

ด้าน นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เกิดจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ นำโดยกระทรวงมหาดไทย ภาคเอกชนผ่านเครือข่ายบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด สู่ บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด และภาคประชาชน ผ่าน 3 กลุ่มงานหลัก ได้แก่ เกษตร แปรรูป และท่องเที่ยวโดยชุมชน และพร้อมจะขยายผลการทำงานลงสู่ระดับอำเภอเพื่อยกระดับศักยภาพให้ครอบคลุมทั้งภาคการผลิต ภาคการค้า และภาคการบริการ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญไม่เพียงแค่การผลักดันตัวเลขทางเศรษฐกิจให้เติบโต แต่ยังรวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากการสร้างรายได้แล้ว การเพิ่มมูลค่าให้กับภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นยังเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ดังที่เห็นได้จากโครงการ "ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย" ที่นำงานศิลปะพื้นบ้าน มาผสานกับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนสู่เวทีสากล จนได้รับการจัดแสดงในการประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งการดำเนินงานทั้งหมดนี้นับเป็นการรวมพลังความสามัคคีของทุกภาคส่วนเพื่อสนองพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ "สืบสาน รักษา และต่อยอด" เพื่อมุ่งสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทยตลอดไป

อ่านที่ต้นฉบับ