รัฐบาลไทยข่าวนายกรัฐมนตรี
นายกฯ ชูศักยภาพไทยดึงดูดนักลงทุนออสเตรเลีย เปิดโอกาสตลาดทุน–พลังงานสะอาด–ดิจิทัล–อุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งสร้างเศรษฐกิจเติบโตร่วมกัน
· อัปเดต 22:20 น.
นายกรัฐมนตรีหารือคณะผู้แทนภาคเอกชนออสเตรเลีย เดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ พร้อมชูศักยภาพประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจและโลจิสติกส์ของภูมิภาค เชิญชวนนักลงทุนออสเตรเลียขยายการลงทุนในตลาดทุน พลังงานสะอาด ดิจิทัล อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง และการศึกษา ย้ำความพร้อมของไทยในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งร่วมกันอย่างยั่งยืน
วันนี้ (วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569) เวลา 15.30 น. ณ ห้อง G-04A ชั้น G ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ นายพาโบล ชีโฮ คัง (H.E. Mr. Pablo Chiho Kang) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย พร้อมคณะผู้แทนภาคเอกชนออสเตรเลีย โดยเป็นนักลงทุนสถาบันกองทุนการเงิน (Australian Institutional Investors) ที่มีความสนใจลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ในห้วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกประจำปี 2569
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะ พร้อมย้ำความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามถ้อยแถลงว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้ นับตั้งแต่การลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า
นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาค และความพร้อมรองรับการลงทุน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนออสเตรเลียขยายการลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดทุน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงธุรกิจไทยที่ต้องการเงินทุนระยะยาวเพื่อขยายกิจการและพัฒนานวัตกรรมเข้ากับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา ผ่านโครงการ BOI-to-IPO
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ S&P, Fitch และ Moody’s ยังคงให้แนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ขณะที่รัฐบาลมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2573 พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ ขยายบริการภาครัฐดิจิทัล และยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาล เพื่อส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571
สำหรับสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ 5 ด้าน ได้แก่
1.เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหาร ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปอาหารของไทยกับเทคโนโลยีการเกษตรของออสเตรเลีย รวมถึงระบบห่วงโซ่ความเย็นและโลจิสติกส์
2.พลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน
3.ดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
4.การผลิตขั้นสูงและการพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมและรองรับการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
5.การศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ขยายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งวิทยาเขตของ University of New South Wales ในประเทศไทย
ด้านเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยชื่นชมความสำเร็จของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก พร้อมระบุว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการที่นายกรัฐมนตรีนำคณะนักธุรกิจไทยเยือนออสเตรเลีย โดยภาคเอกชนออสเตรเลียสนใจขยายความร่วมมือกับไทยในสาขา AI พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการเงินที่ยั่งยืน
ขณะที่ผู้แทนภาคเอกชนออสเตรเลียแสดงความพร้อมสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ พร้อมเสนอให้ขยายความร่วมมือด้านการศึกษา เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรไทย ตลอดจนแสดงความสนใจในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและออสเตรเลียจะร่วมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 พร้อมแสดงความหวังที่จะต้อนรับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและคณะนักลงทุนกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง
นายกรัฐมนตรีย้ำในช่วงท้ายว่า ไทยให้ความสำคัญกับออสเตรเลียในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และพร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันโอกาสการลงทุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และเอื้อต่อการลงทุน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่งคั่งร่วมกันอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ