ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ไม่ใช่เว็บของทางราชการและไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด

สาระรัฐข่าวหน่วยงานรัฐ รวมไว้ที่เดียวข่าวทั้งหมด
ย้อนกลับ

รัฐบาลไทยข่าวคณะโฆษก

รองโฆษกฯ ลลิดา เผย กทม. เร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก เดินหน้าฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชน ย้ำผู้ประสบภัยทั้งกรณีน้ำท่วมบ้านหรือน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา

· อัปเดต 16:04 น.

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า จากสถานการณ์เมื่อวานนี้ที่มีน้ำท่วมขังในระดับสูง 3 เส้นทาง วันนี้สถานการณ์คลี่คลายลงแล้ว ไม่พบพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในระดับสูง โดยยังคงมีน้ำท่วมขังในระดับปานกลาง 2 จุด ได้แก่ ถนนหลวงแพ่งและถนนฉลองกรุง ซึ่งประชาชนยังสามารถสัญจรได้ แต่ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง

ขณะที่ปัจจุบันมีชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ยังมีน้ำท่วมขัง จำนวน 80 ชุมชน ใน 9 เขต ได้แก่ เขตสายไหม เขตหนองจอก เขตคลองสามวา เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม เขตมีนบุรี เขตสะพานสูง เขตลาดกระบัง และเขตประเวศ โดยพื้นที่บางส่วนของเขตลาดกระบัง ระดับน้ำลดลงจนเข้าสู่ขั้นตอนการทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่แล้ว ขณะที่บางพื้นที่ยังอยู่ในภาวะน้ำปริ่มตลิ่งและได้รับน้ำเพิ่มเติมจากพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ครอบคลุมบางส่วนของพื้นที่หนองจอก บางกะปิ และลาดพร้าว

สำหรับรายละเอียดแผนการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร รวมถึงประเด็นการเยียวยาประชาชนและหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ชุมชนเคหะคลองจั่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในสื่อสังคมออนไลน์ กรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

นายเกรียงไกร ศิวะศิริยางกูร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันไม่พบพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูงบนถนนสายหลักแล้ว คงเหลือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังในระดับปานกลางบริเวณถนนหลวงแพ่งและถนนฉลองกรุง

กรุงเทพมหานครได้สำรวจพื้นที่ชุมชนที่ยังมีน้ำท่วมขัง พบว่ามีจำนวน 80 ชุมชน ใน 9 เขต ได้แก่ เขตสายไหม หนองจอก คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม มีนบุรี สะพานสูง ลาดกระบัง และประเวศ โดยกรุงเทพมหานครมีแผนเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชนฝั่งตะวันออกให้เร็วที่สุด โดยจะเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ชุมชนผ่านระบบท่อระบายน้ำลงสู่คลองสาขาและคลองย่อย ก่อนส่งต่อไปยังคลองสายหลักและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครได้เฝ้าระวังและเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับน้ำจากพื้นที่ชุมชน หากมีฝนตกเพิ่มเติม สำหรับชุมชนที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จะดำเนินการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมและแนวคันกั้นน้ำ พร้อมสูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่คลองอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกให้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นภายในสัปดาห์หน้า

สำหรับสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ (8 ตุลาคม 2569) คาดว่าระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดในช่วงเวลา 17.44 น. โดยกรมอุทกศาสตร์คาดการณ์ระดับน้ำไว้ที่ 1.97 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ระดับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครมีค่าเฉลี่ยประมาณ 3 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จึงยังอยู่ในระดับที่สามารถรองรับสถานการณ์ได้ และยังไม่มีเหตุให้ต้องกังวล

ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่เคหะร่มเกล้านั้น กรุงเทพมหานครได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมเพื่อดำเนินการฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ภายหลังน้ำลด โดยคาดว่าจะสามารถฟื้นฟูพื้นที่ได้ภายใน 4–5 วัน พร้อมจัดตั้งจุดพักขยะขนาดใหญ่ 2 จุด แบ่งตามโซนพื้นที่ และระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์จากพื้นที่โดยรอบเข้ามาสนับสนุนภารกิจขนย้ายขยะ เนื่องจากมีปริมาณขยะจำนวนมาก

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนช่างฝีมือทหารในการตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านเรือน รวมถึงให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางและการใช้ยานพาหนะ

สำหรับปริมาณขยะที่กรุงเทพมหานครเก็บขนได้ ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 อยู่ที่ 720 ตัน ทำให้มียอดสะสม 3,118 ตัน หรือเฉลี่ยประมาณ 346 ตันต่อวัน

ด้านการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ ปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 62,483 ราย โดยเมื่อพิจารณาตามประเภทความช่วยเหลือ พบว่าประชาชนลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือด้านค่าดำรงชีพมากที่สุด รองลงมาคือค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าเครื่องมือหรือทุนประกอบอาชีพ ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ที่มีการลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตบางกะปิ และเขตสายไหม ตามลำดับ

สำหรับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือด้านเงินเยียวยาของกรุงเทพมหานคร กรณีน้ำท่วมขังบ้านไม่เกิน 7 วันและมีทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาท ส่วนกรณีน้ำท่วมขังบ้านเกิน 7 วัน แม้ทรัพย์สินจะไม่ได้รับความเสียหาย ก็จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือจำนวน 9,000 บาทเช่นเดียวกัน

กรณีบ้านหรือที่พักอาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ หากอยู่ในภาวะน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน จะได้รับความช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาท

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ปรับปรุงระบบการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ โดยปัจจุบันไม่ได้กำหนดให้ประชาชนต้องแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน หากที่อยู่จริงตรงกับข้อมูลในทะเบียนบ้าน รวมถึงไม่จำเป็นต้องแนบสำเนาโฉนดในกรณีดังกล่าว

สำหรับประชาชนที่ไปยื่นเรื่อง ณ สำนักงานเขต กรุงเทพมหานครขอความร่วมมือให้นำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปแสดงเพื่อประกอบการดำเนินการ หากบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตได้ โดยเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกในการดำเนินการต่อไป

อ่านที่ต้นฉบับ